Friday, October 21, 2011

ป้ายอารมณ์ดี วาระดิถี ต้นทุนต่ำ จำหน่ายง่าย





2nd Job
เรื่อง : รัตติกาล พูลสวัสดิ์ / ภาพ : สุตสาย สังหาร

Emotion Tags Pioneer
สีสันเนื่องใน วาระดิถี

เทศกาลงานรับปริญญาปลายปีเตรียมจ่อคิวนับถอยหลัง ของขวัญแสดงความยินดีก็ซ้ำเดิม ครั้นจะซื้อดอกไม้ปล่อยให้กาลเวลานำพาซึ่งความเหี่ยวเฉา จุ๊ย ติ๊ก ปอ 3 สาวJewelry & Graphic Designer เจียดเวลาจากงานประจำ ใช้ความถนัดมาช่วยเสริมธุรกิจ เจาะกลุ่มสินค้างานรับปริญญา จนสามารถปล่อยให้ ‘วาระดิถี' แทรกตัวเข้าวงการ จนแม่ค้าเจ้าถิ่นแพ้ความแรงต้องผงะกันเป็นทิวแถว

"เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว พวกเราอยากให้ของขวัญ แต่มีเงินไม่มากพอ ประกอบกับต้องทำหน้าที่ช่างภาพให้กับรุ่นพี่ที่รับปริญญาด้วย เราอยากให้มีตัวเราอยู่ในภาพ เลยทำป้ายเป็นรูปหน้าตัวเองแล้วให้เขาถือ ปรากฏว่า ถึงแม้เราจะเป็นช่างภาพ แต่ก็ยังมีหน้าเราอยู่ในรูปเกือบทุกใบ มีคนให้ความสนใจและฟีดแบ็คดีมากค่ะ"

ธุรกิจนี้ถูกเปิดเผยว่า คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจผิด คิดว่าไม่สามารถจับธุรกิจนี้ได้ตลอดทั้งปีและไม่ยั่งยืน เมื่อจัดการคำนวณระยะเวลาพิธีมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศส่วนใหญ่จะรับกันตลอดทั้งปี โดยเริ่มจากปลายเดือนมิถุนายนรอบในเขตกรุงเทพฯ จนขยายไปถึงรอบนอก

"ตอนแรกเราไปยืนขายกันเอง แต่ตอนหลังเราก็จะฝากเจ้าถิ่นขาย คือ ป้าแม่ค้าที่อยู่มากับอาชีพขายของวันรับปริญญา เขาจะเป็นตัวกระจายสินค้าให้เราทั้งประเทศอีกทีหนึ่ง ซึ่งเขาเป็นแม่ค้าตัวจริง จองแผงทุกที่ แล้วก็วนไปทุกมหาวิทยาลัยเรียกได้ว่าเป็นเจ้าถิ่นวงการขายสินค้ารับปริญญา ที่เหล่าบรรดาแม่ค้าเขาสนใจเพราะว่า มีอยู่วันหนึ่งเราเอาไปยืนขายกันเอง แล้วตอนเย็นคนถือออกมากันเยอะมาก เขาเลยเข้ามาถามถึงคุณสมบัติว่าใช้งานยังไง ขายเท่าไหร่ ทำอะไรได้บ้างไหนเอามาลองดูหน่อย นี่คือจุดเริ่มต้นทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยกับการหาช่องทางการจัดจำหน่ายด้วยตัวเอง"

พวกเธอใช้มิตรภาพ และอัธยาศัย เข้าไปพูดคุย คล้ายกับสุภาษิตที่ว่า อยากได้ลูกเสือ ก็ต้องเข้าถ้ำเสือ ถือเป็นการใช้กลยุทธ์ในเชิงรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ได้อย่างตรงตัว และรวดเร็ว การสอบถามหาข้อมูล และการพยายามทำความคุ้นเคยกับแหล่งกระจายสินค้า จะทำให้จับจุดความต้องการของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

ประโยชน์ของป้ายอารมณ์ดี ไม่เพียงแค่อยู่ในรูปวาระโอกาสต่างๆ แต่ยังสามารถใช้บังแดด พัดวียามอากาศร้อนเรียกได้ว่าคุณสมบัติครบถ้วน ตรงกับความต้องการทุกการใช้งาน น้ำหนักเบา และยังเป็นที่ถูกอกถูกใจวัยรุ่น ผู้ปกครอง แต่ปัญหาก็ยังมี คือเรื่องของการจดลิขสิทธิ์ วาระดิถีได้ปรับโปรดักต์ให้อยู่ในรูปแบบของตัวแทนการมอบของขวัญ หรือการมอบของรางวัลให้กัน เหล่าบัณฑิตอาจได้เห็นกันอีกไม่นานอาทิ กุญแจรถยนต์ขนาดใหญ่ ประกาศนียบัตรขนาดใหญ่ ใบสมัครงานขนาดใหญ่ พร็อพถ่ายรูปอารมณ์ขันที่สร้างสีสันทั้งหมดจะเป็นแผนธุรกิจต่อไปของ ‘วาระดิถี' ในปลายปีนี้

"การจับกลุ่มลูกค้าเทศกาลวันรับปริญญา สิ่งสำคัญคือต้องแปลกใหม่จากตลาดช่องทางจัดจำหน่าย เพราะการจำหน่ายจะพีคเป็นช่วงๆ พีคแค่ไหนเงินที่ได้กลับมาก็จะเยอะตาม แต่เราคิดว่าเพียงแค่ยังมีสินค้าของ ‘วาระดิถี' อยู่ในรูปแบบต่างๆ ในงานรับปริญญาก็พอแล้ว เพราะมันเป็นไอเดียที่ใครก็คิดได้ แต่เราเป็นคนแรก ก็สามารถเป็นไอดอลให้คนอื่นได้"


วิธีคิดเริ่มต้นจากการหาความสนุก อยากหารายได้พิเศษระหว่างเรียน หลังจากทดลองขายระหว่างเรียน เกิดติดพันจนต้องนำกลับมาทำเป็นอาชีพเสริม ไม่หยุดไอเดียที่อยากนำมาพัฒนาต่อยอด สิ่งใดที่ใช้ใจทำอย่างไม่คาดหวัง มักจะมีสิ่งดีๆกลับมาเสมอ พวกเธอทั้งสามยังแสดงทัศนคติกับเราด้วยว่า "เพียงแค่มีคนทำตาม เท่านี้ก็ประสบความสำเร็จแล้วค่ะ"

*สำหรับผู้ที่มีความผิดปกติทางร่างกาย สามารถดูแลตัวเองได้ ต้องการหารายได้พิเศษ สามารถติดต่อขอรับ ‘ป้ายอารมณ์ดี วาระดิถี'ไปจำหน่ายได้ในราคาพิเศษค่ะ


Profile
วิลาวัลย์ ลยานันท์ (จุ๊ย)
นวพร วงษ์เพ็ชร์ (ติ๊ก)
วิพาสพร ศรีพุ่ม (ปอ)
Firts Job : Jewelry / Graphic Designer
2nd Job : ป้ายอารมณ์ดี ‘วาระดิถี'
งบประมาณ / ชิ้น : ต้นทุน 7 บาท ขายส่ง 15 บาท ขายปลีก 25 บาท
เป้าหมาย : วาระดิถีอยู่คู่บัณฑิตไทย
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.varadithi.com
เบอร์โทร.ติดต่อ : 089 779 6917, 086 977 7305





Be Magazine
ขอขอบคุณ : Be Magazineผู้สนับสนุนเนื้อหา

คนรวยเพราะเสริม ตุ๊กตางามเพราะแต่ง





2nd Job
เรื่อง : รัตติกาล พูลสวัสดิ์ / ภาพ : สุตสาย สังหาร


Profile
คุณปิยวรรณ เณรผึ้ง

First Job : Graphic
2nd Job : Sweet Ribbon
งบประมาณ : ผ้าญี่ปุ่นเมตรละ 400-500 บาท / 10 ชุด โดยประมาณ
เป้าหมาย : เมื่อโอกาสกอบโกยมาถึง วางเป้าหมายปีนี้และปีหน้าให้เต็มที่
ข้อมูลเพิ่มเติม : www.pumuq.net



เมื่อวัยเด็กอยากครอบครองของเล่นสักชิ้น ต้องออดอ้อนขอเงินคุณพ่อคุณแม่ คุณปุ๋ม-ปิยวรรณ เณรผึ้ง เมื่อถึงวัยทำงานจึงแบ่งปันรายได้มอบสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับของเล่นในฝัน หลายคนมีประสบการณ์คล้ายกัน จากความชอบจึงถวิลหา และต่อยอดจนสร้างเป็นอาชีพ ปลดประจำการอาชีพหลัก พลิกผันเป็นงานเสริม


"เมื่อก่อนเคยทำงานประจำค่ะ ตำแหน่งกราฟิก แต่ตอนนี้มันกลายเป็นอาชีพเสริมไปเรียบร้อยแล้ว รับทำงานกราฟิกเป็นจ๊อบแทน และงานอดิเรกที่เป็นอาชีพเสริมกลายมาเป็นอาชีพหลัก เพราะเริ่มจริงจังมากขึ้น จากแต่ก่อนไม่ค่อยมีเวลาศึกษาทำให้มีเวลาศึกษามากขึ้น แล้วก็สามารถรับงานกราฟิกเป็นจ๊อบได้ สบายใจทั้ง 2 แบบ"


สาวหวานคนนี้หลงรักตุ๊กตาตั้งแต่ปี 2007 เริ่มต้นจาก Blythe จนหลงเสน่ห์ Ball Joint Doll (BJD) ตุ๊กตาปั้นทำจากเรซิ่น เป็นตุ๊กตาข้อต่อที่สามารถเปลี่ยนอิริยาบทได้ และนำตัวเองเข้าสู่วงการตัดเย็บชุดตุ๊กตาในปี 2008 เพราะชุดตุ๊กตาในตลาดส่วนใหญ่ราคาสูง คุณปุ๋มจึงหาข้อมูลแลกเปลี่ยนความรู้ การออกแบบ และการตัดเย็บกับกลุ่มเพื่อนที่เล่นตุ๊กตา เริ่มต้นโพสต์งานลงเว็บ Flickr และเป็นลูกค้าจากเมืองนอกเสียส่วนใหญ่ที่ชื่นชอบงานแฮนด์เมด จึงขยายแบรนด์ Sweet Ribbon ชุดตุ๊กตาสไตล์สาวหวาน ไปยังเว็บ Etsy ที่รวมงานแฮนด์เมดทุกประเภทจากทั่วทุกมุมโลก



"การทำชุดตุ๊กตาใช้เวลาค่อนข้างเยอะ ต้องใส่ใจรายละเอียด ศึกษาลายผ้าใหม่ๆ และคอยจับตาดูกลุ่มตลาดงานแฮนด์เมดที่ไม่ซ้ำใคร แม้กระทั่งการเลือกซื้ออุปกรณ์ การดีไซน์ การสื่อสารกับช่างเย็บ รวมถึงจัดระบบการอัพเดทสินค้าในเว็บไซต์ทุกปลายสัปดาห์ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่าเรามีสิ่งใหม่ๆ มานำเสนอ"

กลุ่มนักเล่นตุ๊กตาเป็นกลุ่มค่อนข้างมีกำลังซื้อ เฉลี่ยชุดตุ๊กตา 5 ชุด ต่อตุ๊กตา 1 ตัว ราคาของชุดจะแตกต่างตามขนาด ตั้งแต่ไซส์มินิ จนถึงไซส์ใหญ่ เริ่มต้นที่ 350-700 บาท ต่อ 1 ชุด นอกเหนือจากชุดตุ๊กตา BJD แล้ว คุณปุ๋มยังแตกไลน์รับสั่งทำชุดตุ๊กตาประเภทอื่นๆ และกำลังขยายสินค้ากลุ่มคนเล่นตุ๊กตา ในรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ไม้จิ๋วสไตล์ Decoupage ลูกค้าที่มีตุ๊กตาเป็นของตัวเองจะชอบถ่ายรูปกับพร็อพที่น่ารักเพื่อสร้างความสนุกสนานให้กับนักเล่นตุ๊กตามากยิ่งขึ้น

"Sweet Ribbon ไม่เพียงจำหน่ายในเว็บไซต์ ปุ๋มเองต้องเพิ่มจุดจำหน่ายเพื่อกระจายตลาด ตอนนี้ทำส่งร้านโมเน่ ที่จตุจักร เป็นร้านขายสินค้าตุ๊กตา ส่งแบบคละไซส์ เสาร์เว้นเสาร์ เพื่อสร้างทางเลือกให้กับลูกค้า และง่ายต่อการตัดเย็บ เราต้องกล้าที่จะเดินเข้าไปนำเสนอแบบกับร้านตุ๊กตาร้านอื่นๆ เพื่อเปิดช่องทางกระจายสินค้า เอาชุดให้ดูและเสนอในราคาขายส่ง เพื่อต่อยอด"

นอกจากการกระจายสินค้าตามร้านกลุ่มเป้าหมายต่างๆ แล้ว การจัดโปรโมชั่นในงาน Doll Mania Expo ถือว่าเป็นการตลาดที่น่าสนใจและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ซึ่งการจัดชุดเป็นแพ็กเกจพิเศษ เสื้อ กางเกง กระโปรง สร้อย กระเป๋า ให้อยู่ในเซ็ตเดียวกัน เป็นการสร้างแบรนด์ให้ดูแตกต่าง



การจับธุรกิจของเล่นราคาสูง และใช้ฟังก์ชั่นที่มีราคาถูก
ถือเป็นการตลาดที่น่าสนใจ ไม่ว่าใครก็สามารถทำได้
เพียงแต่สไตล์ ไอเดีย และงานครีเอทต่างหาก
เป็นเรื่องยากที่จะเลียนแบบ
ไม่ว่าอาชีพใด เมื่อคุณค้นหาตัวเองเจอ
จงสร้างงานที่เป็นเอกลักษณ์

ลูกชิ้น อีกหนึ่งช่องทางสำหรับคนสู้ชีวิต


ทำลูกชิ้นหมู ไม่ยากอย่างที่คิด ไว้รับประทานเอง หรือ เป็นช่องทางในการสร้างรายได้


ลูกชิ้นหมู
ลูกชิ้น หมู ไก่ เนื้อ ปัจจุบันมีขายอยู่เป็นจำนวนมากในทุกๆพื้นที่ก็ว่าได้ แต่จะหาลูกชิ้นอร่อยๆโดยปราศจากการผสมแป้งในอัตราเยอะๆนั้นหายาก เพราะพ่อค้า แม่ขาย มักจะหวังผลกำไรอยู่ วันนี้มีสูตรทำลูกชิ้นหมูมาฝาก ใครจะดัดแปลงเป็นลูกชิ้นไก่ หรือลูกชิ้นเนื้อก็ได้ มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

ส่วนผสม
1.เนื้อหมู1กก.
2. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
3. เกลือ 2 ช้อนชา
4. น้ำตาล 1 ช้อนโต๊ะ
5. น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ
6. แป้งข้าวโพด 4 ช้อนโต๊ะ
7. ผงฟู 1 ช้อนชา
8. น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
9. พริกไทยบดหยาบๆ 1-2 ช้อนชา

วิธีทำ
นำเนื้อหมูสดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อที่จะสามารถนำใส่เครื่องบดได้ง่ายๆ จากนั้นก็นำมาบดให้ละเอียดด้วยเครื่องปั่น(ถ้าบดยากก็เติมน้ำปลาลงไป2ช้อน โต้ะ) ใส่แป้งข้าวโพด และผงฟู บดปั่นให้เข้ากันอีกรอบ ปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลทราย พริกไทย น้ำมันพืช เกลือ บดปั่นให้เข้ากันหลายๆรอบเพื่อเครื่องปรุงจะได้เข้าไปในเนื้อลูกชิ้น เพื่อเวลาปั้นลูกชิ้นจะเด้ง หลังจากบดได้ที่แล้วก็นำใส่ในชามแล้วแช่ช่องฟรีชให้เนื้อที่บดได้รับความ เย็นจนทั่วประมาณ1ชั่วโมงครึ่ง

หลังจากนั้นก็นำหม้อมาต้มน้ำให้เดือด แล้วหรี่ไฟอ่อนๆ นำเนื้อที่แช่ไว้ในช่องฟรีชออกมา ใช้ช้อนตักเนื้อใส่มือแล้วบีบให้เนื้อบดออกมาระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วโป้งของ เรา ใส่ลงในหม้อต้มน้ำร้อนที่เตรียมไว้ จากนั้นเตรียมน้ำแข็งแช่น้ำให้เย็นใส่ภาชนะไว้1ถ้วย เมื่อลูกชิ้นลอยขึ้นมาจากหม้อต้มน้ำแสดงว่าลูกชิ้นนั้นสุกแล้ว เราตักไปแช่ในน้ำเย็นทันทีเพื่อให้ลูกชิ้นกรอบและเด้ง เป็นอันเสร็จเรานำลูกชิ้นใส่ถุงเก็บเข้าตู้เย็นเพื่อนำไปใช้ได้ในการประกอบ อาหารได้เลย

ดูด เจาะ ไข่

BE Smart
เรื่อง : รัตติกาล พูลสวัสดิ์ / ภาพ : สุตสาย สังหาร

ดูด เจาะ ไข่
Innovation Ice Cream




เมืองร้อนอย่างบ้านเรา อาหารที่ถูกปากคนไทยคงจะหนีไม่พ้นไอศครีม ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด อากาศที่แสนอบอ้าวเช่นนี้ ก็ไม่เคยเปลี่ยนให้เย็นขึ้น ผลิตภัณฑ์ไอศครีมจึงเป็นธุรกิจของหวานที่ตอบโจทย์คนไทยได้ดีที่สุด

คุณมรุต ชโลธร เจ้าของกิจการ บริษัท อินโนเวชั่น ฟู้ด แพคเกจจิ้ง จำกัด พูดถึงนวัตกรรมไอศครีมที่เกิดขึ้นใหม่ในเมืองไทยอย่างไอศกรีมแบรนด์ i-maru ที่เขาได้ทำหน้าที่ดูแลทุกกระบวนการผลิต รวมถึงวางแผนการทำมาร์เก็ตติ้ง จึงทำให้ลูกค้าจากที่เคยเป็นผู้บริโภคให้ความสนใจจนกลายเป็น ‘franchisee' ถึง 50 ราย ในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี

"ก่อนที่เราจะผลิตโปรดักส์ใหม่ๆ แต่ละตัวออกไป เราได้ทำการรีเสิร์ชเบสจากสาขาจตุจักร เพื่อเป็นจุดทดลองเพราะที่ตลาดนัดสวนจตุจักรเป็นสถานที่ที่มีคนหลากหลายไลฟ์สไตล์ ทำให้เราได้ข้อมูลอย่างทั่วถึง โดยตัวรสชาติผมค่อนข้างมั่นใจ ถ้าไม่อย่างนั้นยอดขายคงไม่เพิ่มอย่างต่อเนื่องถ้าเราจะพึ่งแค่ความแปลกใหม่เพียงอย่างเดียว"

i-maru สามารถดึงดูดความสนใจโดยใช้ ‘กับดักทางความคิด' ให้เกิดความสงสัยด้วยลูกเล่นจากวิธีการทานที่แปลกใหม่ ซึ่งแตกต่างจากการทานไอศครีมแบบเดิม ที่จะมีเพียงแค่ โคน, ถ้วย, ไม้, ให้กลับกลายเป็นแฟชั่นและความสนุก ด้วยรูปลักษณ์ชวนสงสัยในแบบ ‘ไข่แช่แข็ง' ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว คนยุคเก่าจะรู้จัก ‘ไอศครีมลูกโป่ง' โดยเอาน้ำหวานบรรจุ แต่ด้วยตัวลูกโป่งไม่ได้ทำมาเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์อาหาร จึงทำให้ค่อยๆ จางหายไป ส่วนยุคต่อมาคือยุค ‘ไอศกรีมโลนลี่ป๊อป' ใช้วิธีการทานด้วยการหักแล้วดูด แต่เนื่องจากพลาสติกมีสารปนเปื้อนก็ทำให้หมดไป ในที่สุดนวัตกรรมการทานไอศครีมจึงเหลือเพียงไม่กี่รูปแบบเท่านั้น

"ความตั้งใจของผมมีพื้นฐานมาจาก 4 ปีที่แล้ว สินค้าเกษตรล้นตลาด จึงตั้งใจพัฒนาทุเรียนให้อยู่ในรูปแบบแช่แข็ง ผมต้องการทำไอศครีมผลไม้ 100% ที่เป็นรูปไข่ เราก็เลือกบรรจุภัณฑ์ว่ามันสามารถเป็นแบบไหนได้บ้าง หลังจากทดลองมากว่า 2 ปี สรุปแล้วยางคือคำตอบที่ดีที่สุด มีคุณสมบัติการยืดหยุ่น สามารถสร้างลูกเล่นได้หลากหลาย และเราใช้ยางชนิดเดียวกับจุกขวดนมเด็กทารก สามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ อาจจะช้ากว่ากระดาษแต่ก็เร็วกว่าพลาสติก"

ไอศครีม i-maru มี 2 โปรดักส์ให้เลือก ชนิดแรกคือ mi-lu-ku จุดเด่นใช้วัตถุดิบนมฮอกไกโด จากประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความกลมกล่อมของนมวัว และวิธีการทานที่แตกต่างด้วยการดูด ซึ่งมีคอนเซ็ปต์ว่า ‘นมพุ่งปรี๊ด' ในรูปแบบดูดจากเต้านมวัว ชนิดที่สองคือ tamago เป็นไอศกรีมผลไม้ 100% มีทั้งหมด 2 รสชาติ ทุเรียนหมอนทอง และ มะม่วงน้ำดอกไม้ วิธีการรับประทานคือการใช้ไม้เจาะ ผลิตภัณฑ์ที่ห่อหุ้มก็จะหลุดออกเหมือน ‘ไข่แตกโพละ'

"นอกจากโปรดักส์ที่มีอยู่ในตอนนี้แล้ว อนาคตผมยังอยากเพิ่มความแปลกใหม่เข้ามาเรื่อยๆ ทั้งด้านรสชาติใหม่และรสชาติเก่า กลยุทธ์แรกเรามีการปรับหมุนเวียนรสชาติ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซากจำเจ ส่วนกลยุทธ์ที่ทำซ้อนเข้าไปคือ ในแต่ละจังหวัดเอกลักษณ์ที่ชัดเจนในแต่ละที่ เราจะทำรสชาติเพื่อรองรับสถานที่แห่งนั้น เช่น หัวหิน เราจะทำรสชาติ ‘เบียร์สับปะรด' ซึ่งจะมีเฉพาะหัวหิน หรืออย่างที่ mansion seven เป็นที่แฮงเอาต์ของคนกรุงเทพฯในระดับหนึ่ง เราก็จะมีรสชาติ ‘วอสก้ามะนาว' เป็นกลยุทธ์เรื่องรสชาติที่สอดคล้องความเป็นยูนีคของแต่ละสถานที่ไว้ด้วย"

ด้วยสูตรที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเองจากวิธีการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าคุณมรุตจะจบวิศวะ แต่เขาถือว่าคือข้อดี จากที่ผู้ใหญ่เคยบอกเสมอควรทำในสิ่งที่ตนเองรู้ แต่ถ้าเราหัดคิดนอกกรอบและคิดอยู่เสมอว่าถ้าเราไม่รู้ เราก็จะรู้มากขึ้น แต่ถ้าเรารู้แล้วไม่ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม สินค้าทั่วโลกก็จะไม่ถูกพัฒนาขึ้นอย่างแน่นอน


"การที่ผมไม่ได้อยู่ในวงการไอศกรีม ผมจึงไม่ได้ถูกตีกรอบว่าส่วนผสมทั้งหมดต้องใช้กี่เปอร์เซ็นต์ จึงทำให้เราสามารถคิดได้อย่าง 360 องศา และคิดนอกกรอบได้เสมอ"

Saturday, February 5, 2011

น่ารักสดใสสไตล์ “บ้านปลาพาเหรด”




ตู้ปลาสีสันสดใสดีไซน์สามารถนำมาใช้เป็นของตกแต่งบ้านได้ลงตัว ผู้ปิ๊งไอเดียนี้ คือ “เฉลิมเกียรติ – ธัญกร บรรจงปรุ” สามีภรรยา ที่เริ่มจากการเห็นโทรทัศน์มาทำเป็นตู้ปลา เลยเอาทำเองบ้าง แต่ออกมารู้สึกว่าไม่มีสีสัน เลยคิดใหม่ มาลงตัวที่ไอเดียว่า ตู้ปลาก็คือบ้านของปลา

ากนั้น เฉลิมเกียรติซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ ออกแบบให้กลายเป็นบ้านปลาสีหวานแหวว มีความน่ารัก ดูเข้ากันกับผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี เฉลิมเกียรติเลือกที่จะลงทุนอย่างเต็มตัว ทั้งเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือ และวัสดุต่างๆ ซึ่งนับว่าเป็นตัวทุนที่สูงอยู่พอสมควร แต่ผลที่ได้รับก็คุ้มค่า เพราะหลังจากเปิดตัวเมื่อกลางปี 2546 กระทั่งถึงปัจจุบัน “บ้านปลาพาเหรด” มียอดสั่งผลิตเข้ามาอย่างสม่ำเสมอกลายเป็นธุรกิจหลักให้กับทั้งสอง

แบบ “บ้านปลาพาเหรด” มีให้เลือก อาทิ บ้านเล็กเจาะหลังคา บ้านปล่องไฟ บ้านทรงสูง และปราสาท เป็นต้น ราคาอยู่ที่ 800 – 1,800 บาท แบบเน้นสีสันสดใส ราวกับบ้านในเทพนิยาย แต่เจ้าของไอเดีย บอกว่า ยังไม่หยุดอยู่เท่านี้แน่นอน เพราะจะพยายามสร้างสรรค์แบบต่าง ๆ ออกมาอีกเพื่อเอาใจลูกค้าในทุก ๆ กลุ่ม ไม่ว่าจะคนทำงาน กลุ่มครอบครัว และลูกค้าที่รับไปขายต่ออย่าง อาทิ ร้านขายปลา ร้านกิ๊ฟช้อป รวมไปถึงลูกค้าจากต่างประเทศด้วย

สำหรับช่องการจำหน่ายทุกวันนี้ เน้นออร์เดอร์จากการไปโชว์สินค้าในบูธตามงานต่าง ๆ แล้ว และมีร้านอยู่ ชั้น 3 ห้างเซ็นทรัล ซิตี้ บางนา สนใจโทร 0-1779-5747, 0-1617-8013

อ้างอิงจาก ผู้จัดการออนไลน์

เปลี่ยนขยะเป็นทอง ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์โมเดิร์นจากเศษขยะ


เศษเหล็กเหลือทิ้งจำนวนมากภายในโรงงาน



กรีน ดีไซน์ (Green design ) กำลังอยู่ในกระแสนิยม เพราะเป็นงานที่มุ่งเน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการทำลายสิ่งแวดล้อมที่สามารถสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ ชนิดเดียวกันได้อย่างน่าสนใจ ด้วยการนำเอาสิ่งของเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรม อาทิ เหล็ก เศษผ้า พลาสติก กระดาษ มาสร้างมูลค่าด้วยการออกแบบที่สร้างสรรค์และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีความโดดเด่นเฉพาะตัวและช่วยลดโลกร้อนได้อย่างมีคุณค่า

โครงการ “เปลี่ยนขยะให้เป็นทอง” เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต้องการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในเชิงรุก ด้วยการนำสิ่งของเหลือใช้มาดัดแปลงสร้างคุณค่าให้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่ม ช่องทางการตลาดผ่านโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ภายใต้ ศูนย์บริหารจัดการเทคโนโลยี (TMC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่มี ผศ.ดร. สิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าสาขาวิชาเทคโนโลยีทางอาคาร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้เชี่ยวชาญ

วิรุฬห์ศักดิ์ พูลลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามโกลบอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด

นายวิรุฬห์ศักดิ์ พูลลาภ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามโกลบอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กล่าวว่า ในแต่ละปีบริษัทมีเศษเหล็กเหลือทิ้งอยู่เป็นจำนวนมาก กระทั่งทราบข่าวว่าโครงการ iTAP มีโครงการ “เปลี่ยนขยะให้เป็นทอง” และ ได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมโดยมี ผศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต เป็นผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษา โดยสาเหตุที่เข้าร่วมโครงการนี้ เนื่องจากกว่า 12 ปีของการก่อตั้งบริษัท ดำเนินกิจการด้านวิศวกรรม ด้านการผลิตตัวเชื่อมเพื่อรองรับการขยายตัวของคอนกรีตทางด่วนบางนา-บางปะกง และงานโครงสร้างหลังคาสนามบินสุวรรณภูมิ หลังเสร็จสิ้นงานแล้วพบว่ามีเศษเหล็กเหลือกองทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก


“แต่ละปีบริษัทฯ ใช้เหล็กมากถึง 3,000 ตัน และมีเหล็กเหลือใช้เฉลี่ย 7-8 % คิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาท ถือเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร ทางเลือกสุดท้ายของโรงงานคือต้องขายทิ้งเป็นเศษเหล็กในราคากิโลกรัมละ 8-10 บาท ขึ้นอยู่กับราคาเหล็กโลกที่ปัจจุบันราคาเหล็กใหม่จะอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 20-30 บาท”

นายวิรุฬห์ศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาเรามองข้ามชิ้นส่วนและเศษเหล็กเหลือใช้มาตลอด แต่เมื่อ ผศ.ดร.สิงห์ เข้ามาเยี่ยมชมโรงงานและขอคัดเลือกเศษเหล็กเพื่อนำไปผลิตเป็นชิ้นงานใหม่ ไม่นานนักแบบร่างเฟอร์นิเจอร์ที่ผ่านการดีไซน์มาอย่างเก๋ไก๋ก็ถูกส่งมาให้ โรงงานดัดแปลงเป็นเฟอร์นิเจอร์เหล็กที่มีความคงทน สามารถนำกลับไปใช้งานได้ทั้งภายในและภายนอกสถานที่


“งานเปลี่ยนขยะให้เป็นทองค่อนข้างง่ายกว่างานโครงสร้างที่บริษัทฯ ทำอยู่ ความยากของชิ้นงานอยู่ที่การดีไซน์ซึ่งโชคดีที่มี ผศ.ดร. สิงห์ คอยให้ความช่วยเหลือ ประกอบกับการผลิตชิ้นงานจากเศษเหล็กเป็นเฟอร์นิเจอร์นั้นบริษัทสามารถนำ อุปกรณ์ที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ได้ โดยไม่ต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ใหม่ และเมื่อประกอบเสร็จชิ้นงานที่ได้จะมีราคาสูงกว่าการนำเศษเหล็กไปชั่งกิโล ขายหลายเท่าตัว”

ปัจจุบันแม้จะยังไม่มีลูกค้าประจำ เนื่องจากสยามโกลบอลเพิ่งเริ่มผลิตเฟอร์นิเจอร์จากเหล็กเหลือใช้ แต่โชคดีที่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ ภายใต้ชื่อโครงการเกษตรรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าผลตอบแทนคุ้มค่ากว่าการขายเศษเหล็กเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่ผ่านมาบริษัทได้นำผลงานเฟอร์นิเจอร์ต้นแบบที่ผลิตจากเศษเหล็กจัด แสดงในงาน TIFF 2009 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ด้าน ผศ. ดร. สิงห์ กล่าวว่า โครงการ “เปลี่ยนขยะให้เป็นทอง” คืองานที่ต้องคิดตลอดเวลา หาวิธีนำกลับมาใช้ใหม่ที่หลากหลาย เพราะเป็นงานที่ต้องสร้างคุณค่าให้กับเศษวัสดุเหลือใช้ เป็นเรื่องยากมากที่จะออกแบบชิ้นงานโดยไม่ได้เห็นเศษวัสดุก่อน การเข้าไปช่วยเหลือผู้ประกอบการจึงหนีไม่พ้นการบูรณาการองค์ความรู้ที่มี อยู่เข้าไปพัฒนาของเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมให้เกิดประโยชน์

ทั้งนี้ การเป็นที่ปรึกษาของโครงการนี้ ทำให้สามารถนำองค์ความรู้ทางการออกแบบที่มีอยู่มาพัฒนาและเพิ่มพูนศักยภาพ ของผู้ประกอบการ นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาปรับใช้กับเศษวัสดุแต่ละชนิดโดยไม่ต้องลงทุนสูง มาก สำหรับงานเหล็กของ สยามโกลบอลฯ นั้น ความยากอยู่ที่การขึ้นรูป ทำสีและการหยุดสนิม เพื่อรักษาสีส้มอมเหลืองของสนิมให้คงที่ ซึ่งเป็นงานดีไซน์ที่แตกต่างไปจากงานไม้หรืองานผ้า เพราะเฟอร์นิเจอร์จากเหล็กจะเน้นความแข็งแรง ทนทาน

อย่างไรก็ตาม การดีไซน์สามารถทำให้รูปแบบเหล็กเกิดความอ่อนช้อยและเพิ่มความสวยงามให้กับ ชิ้นงานได้ด้วยการเติมสีสัน เช่น ทำสีใหม่ หรือ เก็บสีสนิมไว้โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งการสร้างเหล็กให้เป็นสนิมและรักษาสีสนิมให้พอเหมาะถือเป็นงานที่ท้าท้าย มาก และขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของการทดลอง ฉะนั้นจึงพูดไม่ได้เสียทีเดียวว่าสนิม คือ “ข้อด้อยของเหล็ก” เพราะบางแบบเราสามารถสร้างจุดเด่นโดยใช้สนิมได้


แหล่งข้อมูล www.thaismefranchise.com

Friday, January 21, 2011

TookGaToon ปั้นคนขนาดจิ๋ว ประยุกต์ใส่ฟังก์ชั่นแฟลชไดร์ฟ





นายวรเดช จึงเจริญนรสุข ผู้สร้างสรรค์ไอเดียธุรกิจ tookgatoon Easy Clay
จากเด็กที่ชื่นชอบการ ปั้นดินน้ำมัน เหมือนเด็กทั่วไป แต่ใครจะคิดว่าความชอบในเยาว์วัยจะต่อยอดเป็นธุรกิจงานปั้นตุ๊กตารูปคน เพียงอาศัยการเรียนรู้ และฝึกฝนด้วยตัวเอง กลายเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ไม่น้อย จากลูกค้าหลักที่เป็นชาวต่างชาติ


แฟลชไดร์ฟคู่รัก
นายวรเดช จึงเจริญนรสุข ผู้สร้างสรรค์ไอเดียธุรกิจ tookgatoon Easy Clay เล่าว่า งานปั้นถือเป็นงานที่ตนเองชอบตั้งแต่เด็ก แต่ก็เลือกศึกษาทางด้านบริหารการเงิน เข้าทำงานในธนาคาร และบริษัทโบรกเกอร์ ได้ประมาณ 3 ปี ก็อยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ซึ่งเป็นช่วงประจวบเหมาะกับญาติสนใจดินปั้นเกาหลี ที่เนื้อดินเมื่อปั้นออกมาแล้วจะมีน้ำหนักเบาคล้ายโฟม จึงสนใจนำดินชนิดนี้มาต่อยอดเป็นธุรกิจ

แฟลชไดร์ฟแสดงความเป็นเจ้าของ
เริ่มจากการลองปั้น ตัวการ์ตูนที่คนส่วนใหญ่รู้จักดี ได้แก่ โดราเอมอน หมีพูร์ และตัวตุ๊กตาที่โลดแล่นอยู่ในภาพยนต์การ์ตูนในช่วงนั้น พร้อมกับประกาศขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต ก็ได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าที่ใช้กลยุทธ์การบอกปกต่อปากร่วม ด้วย เมื่อวรเดชดำเนินธุรกิจนี้มาได้ประมาณ 1 เดือน ก็มีเงินเก็บประมาณ 10,000 บาท จึงตัดสินใจเช่าพื้นที่เล็กๆ ที่ MBK Center ชั้น 6 เพื่อดำเนินธุรกิจนี้อย่างจริงจัง ปัจจุบันร้าน tookgatoon easy clay เปิดให้บริการลูกค้ามาได้กว่า 3 ปีแล้ว

แฟลชไดร์ฟ กลุ่มนักร้อง
“งานปั้นถือเป็นงานที่ผมชอบตั้งแต่เด็ก โดยใช้ดินน้ำมันเป็นวัสดุหลัก แต่ด้วยคุณสมบัติของดินน้ำมันที่มักอ่อนตัว ไม่คงรูปถาวรก็เริ่มไม่สนุก จนกระทั่งมาเจอดินเกาหลี ที่ตอนปั้นเหมือนดินน้ำมันทั่วไป แต่เมื่อปล่อยทิ้งไว้ให้แห้ง ก็จะแข็งตัว และมีน้ำหนักเบาผมก็สนใจและลองนำมาปั้นเป็นตัวการ์ตูนพร้อมจำหน่าย อาศัยหน้าร้านที่ห้าง MBK Center ชั้น 6 โซน PACO Project ส่วนการ ปั้นเป็นตุ๊กตาคนมาจากไอเดียของลูกค้าที่รูปของตนมาเป็นแบบให้ปั้น ซึ่งครั้งแรกผมก็ไม่คิดว่าจะปั้นได้ เพราะต้องปั้นให้เหมือนคนๆ นั้น จริงๆ และผมไม่ได้เรียนมาทางด้านนี้โดยตรง แต่ก็อาศัยการฝึกฝนไปเรื่อยๆ แม้ ครั้งแรกจะปั้นออกมาไม่เหมือนเจ้าของรูปมากนัก รวมถึงสัดส่วนก็ยังไม่ได้มาตรฐาน แต่มาวันนี้การฝึกฝนบ่อยๆ ก็พิสูจน์แล้วว่าเราทำได้ สามารถปั้นออกมาให้เหมือนเข้าของรูปได้ทำให้ลูกค้าชื่นชอบ โดยเฉพาะชาวต่างชาติ”

แฟลชไดร์ฟมาเป็นกลุ่ม
การปั้นตุ๊กตาเป็นตัวคนนั้น ลูกค้าจะต้องนำรูปที่มีขนาดไม่ เล็กจนเกินไป เห็นรายละเอียดใบหน้าชัดเจน ซึ่งบางคนก็ให้ปั้นเป็นครอบครัว, คู่รัก หรือคนเดียว ที่มักมอบให้เป็นของขวัญ ของที่ระลึก วันเกษียณอายุ วันเกิด และวันแต่งงาน ในขณะที่ชาวต่างชาติจะให้ปั้นเป็นคู่รัก โดยมีบรรยากาศ หรือฉากหลังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย หรือให้ปั้นในลักษณะเป็นครอบครัว สื่อถึงครั้งหนึ่งเคยมาเที่ยวที่ประเทศไทย เป็นต้น

ที่ระลึกเจ้านายในวันเกษียณ
ต่อมานายวรเดช คิดเพิ่มมูลค่าให้สินค้า และฟังก์ชั่นการใช้งานด้วยการนำแฟลช ไดร์ฟ (Flash Drive) มาประยุกต์กับงานปั้น โดยแยกส่วนหัวและลำตัวออกจากกันตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่จะให้ปั้นเป็นรูปตัวเอง หรือรูปของคนที่จะนำไปให้เป็นของขวัญ โดยยอดขายของแฟลช ไดร์ฟ ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ราคา ขายจะขึ้นอยู่กับความจุของแฟลชไดร์ฟ คือ ความจุ 2 กิกกะไบต์ (GB) ราคา 1,400 บาท, 4 GB ราคา 1,600 บาท และ 8 GB ราคา 2,000 บาท ขนาดความสูงของตุ๊กตาประมาณ 2.5 นิ้ว ส่วนราคาตุ๊กตาปั้นเป็นครอบครัวใส่กรอบพลาสติกจะใส่ได้ทั้งหมด 6 ตัว ราคาตัวแรกอยู่ที่ 1,500 บาท ตัวต่อๆ ไป 500 บาท ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกให้ปั้นเป็นตุ๊กตาหัวโต หรือสมส่วนก็ได้

ที่ระลึกเจ้านายในวันเกษียณ
“หลังจากที่เราเพิ่มงานปั้นด้วยการนำแฟลช ไดร์ฟ มาเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งาน ทำให้ยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ แซงหน้าตุ๊กตาปั้นธรรมดา โดยงานส่วนใหญ่จะเป็น Made to Order เกือบ 100% ต้องสั่งล่วงหน้าประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อรอให้งานปั้นแห่งสนิท แต่ใช้เวลาปั้นไม่นานเพียงตัวละประมาณ 2 ชั่วโมง บางครั้งลูกค้าต่างชาติ ก็นำกลับไปต่างประเทศเลย ทั้งๆ ที่ยังไม่แห้ง เราก็ต้องห่อผ้าให้อย่างดี ไม่ให้รูปทรงเสียหาย กรณีนี้ก็มีอยู่บ่อยครั้ง”

แฟลชไดร์ฟกลุ่มเพื่อนสนิท
ความชำนาญในงานปั้นได้ต่อยอดเป็นอีกหนึ่งธุรกิจ คือ ศูนย์ ศิลปะอีซี่ เคลย์ ติดกับห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล พระราม 2 ที่เน้น 2 หลักสูตร คือ งานปั้นเพื่ออาชีพ และฝึกพัฒนาการเด็ก ฝึกสมาธิ และบริหารกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก พร้อมกับจำหน่ายดินเกาหลีสำหรับงานปั้นกระปุกละ 100 บาท น้ำหนัก 50 กรัม รวม 8 สี ได้แก่ ขาว ดำ แดง เหลือง น้ำเงิน ม่วง เขียว และส้ม

งานปั้นสองคู่ซี้ พร้อมสุนัข


งานปั้นสองคู่ซี้ พร้อมสุนัข


งานปั้นหญิงสาวกับสุนัขคู่ใจ


ทำเป็นที่ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยเดินทางเที่ยวที่กรุงเทพฯ


ศูนย์ศิลปะ Easy Clay ในซอยติดกับเซ็นทรัล พระราม 2
***สนใจติดต่อ 08-1831-7210***

Thursday, July 9, 2009

ให้บริการและขายโลงศพสุนัข

ด้วยความที่มีจิตใจรักสุนัขเป็นพื้นฐาน กอปรกับตั้งใจไว้ว่าจะทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุนัขให้ครบวงจร จึงเป็นเหตุให้ “อนุพันธ์ บุญชื่น” คิดอะไรที่ไม่ค่อยซ้ำแบบใคร…เป็นผลให้บังเกิดไอเดียเก๋ไก๋ในอาชีพ “ให้บริการและขายโลงศพสุนัข”

งาน ให้บริการและขายโลงศพสุนัข เป็นอาชีพใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ซิง ๆ เมื่อประมาณต้นปี 2549 นี้เอง โดย “อนุพันธ์” เฉลยถึงที่มาอันเป็นจุดเริ่มต้นทำให้มาจับงานด้านนี้ว่า เกิดจากการที่ได้รับรู้ปัญหาของลูกค้าที่สูญเสียสุนัขเพราะอุบัติเหตุรถชน

แต่ ไม่ได้รับการดูแลบรรจุศพสุนัขในโลงให้สมกับเป็นสุนัขแสนรู้ที่เจ้าของรักนัก รักหนา ซึ่งในหัวอกคนรักสุนัขด้วยแล้ว คงไม่อาจยอมรับได้ที่น้องหมาผู้ซื่อสัตย์กับเจ้าของมาตลอดชีวิต แต่เมื่อถึงคราวต้องจากไปจะได้รับการปฏิบัติเพียงแค่บรรจุศพในถุงดำ ก็คงไม่ยุติธรรมเท่าไหร่

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดความคิดเปิดให้บริการดูแลและขายโลงศพสุนัขหลังการตาย ซึ่งถือเป็นอาชีพที่ทำแล้วมีความสุข สบายใจ ขณะ เดียวกันก็มีรายได้เข้ามาอย่างเป็นกอบเป็นกำเนื่องจากตลาดยังไม่มีใครเคยทำ ขณะนี้ได้เปิดเว็บไซต์ยี่ห้อโลงศพ “หลับสบาย” ให้กับผู้ที่มีใจ รักสุนัขแต่มีเหตุให้ต้องสูญเสีย สามารถเข้ามาติดต่อสอบถามราคาและบริการได้

ทั้งนี้ขนาดของโลงศพที่จัดทำจำหน่ายมี 3 ขนาดด้วยกันได้แก่
ขนาดเล็กมีราคา 2,000 บาท สำหรับให้บริการลูกสุนัขขนาดเล็กพันธุ์พูเดิ้ล ชิทสุ
ขนาดกลางเหมาะกับสุนัขพันธุ์เทอร์เรีย บางแก้ว
และขนาดใหญ่ พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ เยอรมัน เชฟเพิร์ด และพันธุ์ลาบารดอร์ เป็นต้น

“เรา ยังไม่รู้ว่าตลาดสุนัขจะตอบรับ ไอเดียนี้อย่างไร แต่ก็ถือเป็นการเอาใจลูกค้าในกลุ่มที่รักสุนัขเป็นชีวิตจิตใจ เวลานี้มีลูกค้าที่ติดต่อเข้ามาเฉลี่ยเดือนหนึ่งประมาณ 10 ราย ซึ่งลวดลายที่เราออกแบบในโลงศพจะแตกต่างจากโลงศพของคน โลงศพสุนัขเราจะเน้นความน่ารัก เช่น รอยเท้าสุนัข กระดูก เป็นต้น เพื่อไม่ให้ถูกมองว่ามีลักษณะคล้ายโลงศพคนอาจเข้าข่ายลบหลู่ได้”

เจ้าของไอเดียเก๋ขายโลงศพสุนัข พูดพลางอมยิ้มด้วยความปลื้มใจ ก่อนจะสาธยายต่อว่า
งาน ที่เราทำไม่ได้มีแค่ขายโลงศพอย่างเดียวแต่ยังมีบริการบรรจุศพสุนัขด้วย.. ทันที ที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาจะมีรถบริการนำโลงไปรับศพสุนัขถึงบ้านในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อไป ถึงแล้วเจ้าหน้าที่จะนำศพสุนัขบรรจุในห่อผ้าดิบ นำใส่โลงพร้อมกับปิดฝาโลงให้สนิทรวมไปถึงการประสานเรื่องทำพิธีกรรมงานศพไป ที่วัดคลองเตยใน ซึ่งเปิดบริการรับสวดและเผาศพสุนัข ตลอดจนการลอยอังคารด้วย


นอกจากนี้บริการที่เปิดให้ กับลูกค้ายังมีเรื่องของการสลักชื่อ ประวัติสุนัขที่โลงศพและลงเว็บไซต์ให้ด้วยเพื่อสดุดีวีรกรรมความกล้าหาญและ ความซื่อสัตย์ของสุนัขตัวนั้น ๆ เพื่อที่ว่ายามที่เจ้าของเกิดความคิดถึงก็สามารถเข้าไปคลิกดูข้อมูลได้
“ผม คิดว่าขณะนี้ทิศทางตลาดสุนัข ในปี 2549 กำลังมาแรง คนรุ่นใหม่นิยมมาเรียนและทำธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขกันมาก จนกลายเป็นแฟชั่น ไม่ต่างจากการเรียนภาษาอังกฤษและคอมพิวเตอร์ อาจจะเป็นเพราะว่าในปัจจุบัน ความผูกพันระหว่างสุนัขกับคนไทย ได้แปรเปลี่ยนจากเดิม ที่ผู้คนมักจะเลี้ยงสุนัขเป็นเพียงแค่สัตว์เลี้ยง ไม่ได้มีอะไรที่เทียบเท่ากับคน แต่วิวัฒนาการที่เปลี่ยนทำให้คนให้ความรัก ความสำคัญกับสุนัข ประหนึ่งลูกในไส้ ทำให้ธุกิจเกี่ยวกับสุนัขบูมไปด้วย ผมเชื่อว่าธุรกิจนี้จะยั่งยืนเพราะอายุของสุนัขจะมีช่วงอายุไปจนถึง 12 ปี”

เรา กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ เพื่อเป็นเครือข่ายทางธุรกิจจำหน่ายโลงศพสุนัขใน 76 จังหวัด ซึ่งเล็งไปที่กลุ่มตัวแทนหรือร้านค้าที่เปิดขายโลงศพอยู่แล้ว ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและมีต้นทุนการผลิตโลงศพใน ราคาที่ถูก ซึ่งสั่งทำโลงศพครั้งละมาก ๆ ก็จะได้ราคาที่ถูกลง ไม่แน่ถ้าเราสามารถเชื่อม ต่อกันได้ ต่อไปโลงศพสุนัขน่าจะมีราคาไม่เกิน 500 บาท

ไอศครีมผลไม้ จุดขายเพื่อสุขภาพ

”ไอศครีม” ไม่ว่า จะกี่ยุคกี่สมัยก็ยังเป็นของโปรดของเด็ก ๆ รวมถึงผู้ใหญ่หลาย ๆ คน ซึ่งต่อให้เป็นช่วงฤดูหนาว แต่ด้วยรสชาติหอมหวาน อร่อยชื่นใจ ไอศครีมก็ยังขายได้ขายดี โดยไอศครีมนั้นก็มีมากมายหลายชนิด รวมถึง “ไอศครีมผลไม้” ที่ไม่มีส่วนผสมของนม ไข่ ไขมันจากสัตว์ ซึ่งเป็นทางเลือกของผู้ที่ชอบทานไอศครีม แต่ห่วงสุขภาพ-ทรวดทรง

วันนี้ ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลไอศครีมผลไม้มาฝากกัน....เมื่อเร็ว ๆ นี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” ร่วมเดินทางไปกับคณะของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ไปที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อไปดูความสำเร็จของผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบ การใหม่

น้อย-ดารา วงศ์วรรณ อายุ 42 ปี เจ้า ของร้านมิสซิสไอซี่ (MRS.ICY) ที่ผลิตและขาย “ไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำ” ซึ่งมีกว่า 43 รสชาติ โดยส่วนใหญ่จะใช้ผลไม้ในท้องถิ่น และสมุนไพรต่าง ๆ ก็เป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่ทีมงานได้ไปพบ

คุณน้อยเล่าว่า เรียนจบปริญญาตรีสาขาบัญชีจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็เข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ก็ได้เรียนรู้ที่จะนำผลไม้ต่าง ๆ มาแปรรูปด้วย เพราะทางบ้านนั้นมีสวนผลไม้อยู่

ในตอนแรกก็ทำเป็นแยม โดยทำเป็นงานอดิเรกไว้รับประทานในหมู่ญาติและเพื่อน ๆ ต่อมาจึงทำขายด้วย ทำเป็นน้ำผลไม้ออกขายเพิ่มเติมจากแยม ซึ่งก็ได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี โดยผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จะไม่มีการใส่สารกันบูด สารปรุงแต่ง

ทั้งแยม ผลไม้และน้ำผลไม้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เพื่อน ๆ ก็เลยเชียร์ให้ทำ “ไอศครีมผลไม้” ด้วย ซึ่งตอนแรกก็ไม่อยากทำเพราะไม่มีความรู้เรื่องไอศครีมเลย แต่ด้วยแรงเชียร์ก็เริ่มที่จะศึกษาด้วยตัวเอง โดยมีแนวความคิดว่าจะต้องทำเป็น “ไอศครีมเพื่อสุขภาพ” ไอศครีมที่ทำจะต้องไม่มีส่วนผสมของนม ไข่ ไขมันจากสัตว์ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง สารกันบูด และจะต้องไม่หวานมาก

ทดลองทำ พัฒนาอยู่ประมาณ 1 ปี ก็ได้สูตรไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำ ซึ่งในการทำระยะแรก ๆ นั้นมีอยู่ 20 รสชาติ นำทั้งผลไม้ท้องถิ่นมาทำ ไม่ว่าจะเป็น เสาวรส, มะเกี๋ยง, มะนาว, สตรอเบอรี่, มะม่วง, กระเจี๊ยบ ฯลฯ รวมถึงใช้พืชสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็น ขิง, ตะไคร้, สะระแหน่, งาดำ ฯลฯ มาพัฒนาดัดแปลงทำเป็นรสชาติไอศครีม จนเดี๋ยวนี่รสชาติไอศครีมของร้านมิสซิสไอซี่มีกว่า 43 รสชาติ

คุณ น้อยบอกอีกว่า อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีในการทำไอศครีมขายหลัก ๆ ก็ได้แก่ เครื่องปั่นไอศครีม ที่เหลือก็จะเป็นอุปกรณ์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นหม้อ เครื่องตวง เตาแก๊ส ทัพพี ฯลฯ

สำหรับเครื่องปั่น ไอศครีมนั้น ถ้าเป็นราคาเครื่องที่สั่งทำพิเศษของร้านมิสซิสไอซี่ ราคาอยู่ที่เครื่องละ 200,000 บาท แต่ถ้าเป็นเครื่องเล็ก ๆ ที่มีขายอยู่แล้ว เครื่องละ 6,000 บาทก็พอใช้ได้แล้ว สำหรับผู้ที่เริ่มลงทุนใหม่ ส่วนวัตถุดิบที่ต้องใช้ก็มีผลไม้ต่าง ๆ พืชสมุนไพร น้ำสะอาด น้ำตาล และไขมันจากพืช (น้ำมันมะกอก)

ขั้นตอนการทำไอศครีม คุณน้อยแจกแจงว่า เริ่มจากการนำผลไม้หรือพืชสมุนไพรที่ต้องการจะทำไอศครีมรสชาตินั้น ๆ มาทำการแปรรูป ผ่านกรรมวิธีเพื่อที่จะได้ออกมาในรูปของน้ำ

ใช้น้ำ ผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่ได้ประมาณ 80% ผสมน้ำสะอาดประมาณ 5% แล้วทำการต้มเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรค ระหว่างต้มก็ใส่เนื้อของผลไม้นั้น ๆ ประมาณ 14% ใส่ไขมันจากพืชคือน้ำมันมะกอก 1% และน้ำตาลเล็กน้อย ผสมลง ไปต้มแค่พอเดือด จากนั้นก็ยกลงพักไว้ผลไม้ที่นำมาทำไอศครีมควรใช้ผลไม้ที่มีความแก่จัด เวลาทำออกมาจะได้รสชาติ และกลิ่นของผลไม้นั้น ๆ อย่างเต็มที่

ขั้นตอนต่อไป หลังจากน้ำผลไม้หรือน้ำสมุนไพรที่ผ่านการต้มฆ่าเชื้อโรคเย็นสนิทแล้ว ก็นำไปปั่นในเครื่องปั่นไอศครีม ใช้เวลาปั่นประมาณ 15-20 นาที สังเกตดูพอเนื้อเนียนก็ใช้ได้

หลังจากปั่นจนได้ที่ก็ทำการเทจัด เก็บไว้ในกล่องที่เตรียมไว้ จากนั้นก็นำไปทำกรรมวิธีต่อไป คือการบ่ม ซึ่งการบ่มก็คือการนำไปแช่เก็บไว้เพื่อเป็นการทำให้เนื้อไอศครีมได้เซทตัว ใช้เวลาบ่มประมาณ 6 ชั่วโมงก็จะใช้ได้

ไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำที่ไม่มี การใส่สารกันบูดนี้ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานประมาณ 1 ปี แต่ต้องอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม คือ -18 องศาเซลเซียส

การขาย “ไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำ” ของร้านมิสซิสไอซี่ คุณน้อยบอกว่า มีทั้งขายเป็นแพ็ก ๆ ละ 3 กก. ราคา 240 บาท/กก. หรือแพ็กละ 720 บาท และขายแบบเป็นถ้วย ๆ ละ 20 บาท

ในส่วนของต้นทุนต่าง ๆ รวมทั้งหมด คุณน้อยบอกว่า จะอยู่ที่ไม่เกิน 85%

ร้าน “ไอศครีมผลไม้ไขมันต่ำ” มิสซิสไอซี่ ของคุณน้อย อยู่ที่ 119/50 หมู่ 5 ถนนมหิดล ต.หนองหอย อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ใครสนใจจะสั่งไอศครีม ซึ่งก็มีราคาขายส่งให้นำไปขายต่อด้วย ก็ติดต่อได้ที่ โทร. 0-1884-2300

นี่ก็เป็นอีกหนึ่ง “ช่องทางทำกิน” ที่น่าสนใจ !!.

‘มันทิพย์-เผือกทิพย์’ อร่อยร้อน ๆ รับลมหนาว

อาหารการกินยอดนิยมบางประเภทจะเปลี่ยนไปตามสภาพอากาศ อย่างเช่นในฤดูร้อนพวกหวานๆ เย็นๆ อย่างไอศกรีม ลอดช่องน้ำกะทิ จะขายดี ฤดูฝนอาหารต้านไข้หวัด เช่น น้ำมะตูมอุ่นๆ หอมหวานชื่นใจ ก็ไปได้สวย และในฤดูหนาวอาหารร้อนๆ ก็จะได้รับความนิยม แต่วันนี้ทีมงาน “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลการขายอาหารที่เหมาะทั้งกับช่วงฤดูหนาวนี้ และทุกๆ ฤดู มาบอกกล่าวเล่าสู่กัน...นั่นก็คือ “มันทิพย์-เผือกทิพย์”


นงค์เยา ศิลาทอง หรือ “เจ๊ต้อย” อายุ 48 ปี เจ้าของร้านขาย “มันทิพย์-เผือกทิพย์” และกล้วยย่าง เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนขายกล้วยหักมุก-กล้วยน้ำว้าปิ้ง และกล้วยทับ ที่ท่าน้ำบางกอกน้อย ขายมานานประมาณ 30 ปี โดยสืบทอดมาจากรุ่นคุณแม่ ส่วนมันทิพย์-เผือกทิพย์นั้น ไปซื้อสูตรมาจากเพื่อนซึ่งทำขายอยู่ที่สะพานหัน นำมาดัดแปลงปรับปรุงสูตรใหม่เพื่อให้เป็นสูตรเฉพาะของตัวเอง จากนั้นย้ายมาขายอยู่ที่หน้าร้านขายยาเพชรรัตน์เภสัช ตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราช เพราะทำเลแถวนี้ยังไม่มีคนขาย

“ มันทิพย์-เผือกทิพย์ เป็นเจ้าเดียวที่มีน้ำจิ้ม ช่วยเพิ่มรสชาติความหวานมันยิ่งขึ้น จะถูกใจคนที่ชอบทานหวาน น้ำจิ้มจะใช้หัวกะทิล้วนๆ เคี่ยวกับน้ำตาล เสร็จแล้วก็นำมันทิพย์-เผือกทิพย์ทับพอแบนๆ ไปแช่ เพื่อให้น้ำกะทิซึมเข้าเนื้อ ถ้าคนไม่ชอบหวานมากก็ทานแบบกลม ๆ ที่ปิ้งไฟอ่อนๆ หอมเหลือง ของเราจะรสชาติกลมกล่อมไม่เหมือนใคร ทำจากมันสำปะหลังล้วนๆ ไม่ได้ใช้แป้งและมะพร้าวขูดผสมเลย รับรองว่าได้เนื้อมันอร่อย เต็มๆ คำ”

ของทุกอย่างเจ๊ต้อยจะทำสำเร็จ มาจากบ้าน แล้วมาย่างขายที่ร้าน แต่ละวันจะทำมันทิพย์ 20 กก. เผือกทิพย์ 10 กก. ซึ่งในช่วงเทศกาลกินเจจะยิ่งขายดีมากเป็นพิเศษ ต้องทำของเพิ่มอีกเท่าตัว

เจ๊ต้อยบอกว่าจะมีลูกค้าขาประจำ-ขาจรแวะ เวียนมาอุดหนุนตลอด ซึ่งนอกจากเพราะติดใจรสชาติ-คุณภาพแล้ว คนขายก็ใจถึง อย่างมันทิพย์-เผือกทิพย์ขาย 8 ลูก 20 บาท ก็มักจะแถมให้ลูกค้าอีกคนละ 1- 2 ลูก ส่วนกล้วยปิ้งก็จะคัดเอาลูกใหญ่ได้ขนาดมาขาย ทำให้ไม่ฝาด หวาน หอม อร่อย

ทุกวันจะจัดร้าน ขายตั้งแต่ 7 โมงเช้า ขายไปจนถึง 4 โมงเย็น

อุปกรณ์ในการขาย ก็มี... เตาแก๊ส, ลังถึง, กะละมังเคลือบ (ใช้แทนเตาถ่านเวลาปิ้ง), ตะแกรง, มีด, เขียง, ที่คีบ, ถาดสเตนเลส, ถังน้ำ, ถุงมือ, ส้อม, ไม้พาย, ผ้าขาวบาง, ไม้จิ้ม, ไม้ทับ และอุปกรณ์อื่นๆ ที่สามารถหยิบฉวยได้จากในครัว

ส่วนวัตถุดิบที่ใช้ในการทำขายแต่ละวัน ก็มี...มันสำปะหลังนึ่งสุกบดละเอียด 1 กก., ข้าวโพดต้ม 4-5 ฝัก, น้ำตาลทราย 2 1/2 ขีด (250 กรัม), หัวกะทิ 3 ขีด (300 กรัม ) และเกลือนิดหน่อย



ขั้นตอนการทำ “มันทิพย์”เริ่ม จากนำมันสำปะหลังมาหั่นเป็นท่อนๆ ปอกเปลือกออก ผ่าเอาแกนกลางหรือไส้ออกทิ้งไป เฉาะเป็นชิ้นๆ ขนาดไม่ใหญ่และเล็กจนเกินไป แล้วนำไปล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งให้สะเด็ดน้ำ ใส่น้ำในลังถึงประมาณครึ่งหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ ใช้ความร้อนค่อนข้างสูง เมื่อน้ำเดือดพล่านนำมันสำปะหลังที่เตรียมไว้เรียงใส่ลังถึงชั้นบน ซึ่งรองไว้ด้วยผ้าขาวบาง ปิดฝาให้สนิท แล้วค่อยๆ ลดไฟลงปานกลาง นึ่งนานประมาณ 25-30 นาที จนมันสำปะหลังสุก แล้วจึงเอามาตำในขณะที่ยังร้อนๆ อยู่ โดยใช้ไม้พาย และช้อนส้อมคุ้ยให้ซุย เสร็จแล้วหั่นข้าวโพดต้มใส่ตามลงไปผสมคลุกเคล้ากับมัน ทำการนวดผสมให้เข้ากัน พักไว้

จากนั้นนำหัวกะทิผสมกับน้ำตาลและ เกลือ นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยว เสร็จแล้วค่อยๆ เทใส่ในมันนึ่งกับข้าวโพดที่เตรียมเอาไว้ แล้วทำการนวดอีกครั้ง เมื่อนวดเข้ากันดีแล้วตั้งพักไว้ประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากันดี

ขั้นตอนต่อไปคือการนำมาปั้นให้เป็นลูก กลมๆ พอประมาณ กะให้ใหญ่กว่าลูกปิงปองนิดหน่อย เวลาขายก็จะนำไปปิ้งด้วยไฟอ่อนๆ อีกที พอเหลืองหอม เท่านี้ก็พร้อมขายได้เลย

“เคล็ด ลับสำคัญในการทำอยู่ที่มันสำปะหลัง ต้องเลือกหัวใหญ่ๆ เพราะเนื้อจะอร่อยกำลังดี และการนึ่งมันสำปะหลังจะต้องต้มน้ำให้เดือดพล่านเสียก่อนจึงนำขึ้นนึ่ง เพราะมันสำปะหลังถ้านึ่งนานมันจะยิ่งเกาะเหนียว ทำให้ไม่อร่อย” เจ๊ต้อยบอกเคล็ดลับ

และสำหรับ “เผือกทิพย์” การทำก็ใช้หลักการเดียวกันกับมันทิพย์

ใคร สนใจ “มันทิพย์-เผือกทิพย์” สูตรนี้ ร้านของเจ๊ต้อยอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลศิริราช หน้าร้านขายยาเพชรรัตน์เภสัช หาไม่เจอก็โทรฯสอบถามเจ๊ต้อยได้ที่ โทร.08-9457-0207

นี่ก็เป็นอีกช่องทางทำกินหนึ่งที่สามารถทำได้ง่าย ๆ กำไรงาม ต้อนรับฤดูหนาว และทุกฤดู

คู่มือลงทุน...มันทิพย์-เผือกทิพย์
- ทุนอุปกรณ์ ประมาณ 4,000 บาท
- ทุนวัตถุดิบ ขึ้นอยู่กับปริมาณการทำ
- รายได้ ขาย 8 ลูก 20 บาท
- แรงงาน 1 คน
- ตลาด ย่านชุมชนทั่วไป
- จุดน่าสนใจ กำไรดี, ทำง่าย-ขายคล่อง


เชาวลี ชุมขำ - สุพรรษา อยู่จันนา รายงาน / จเร รัตนราตรี ภาพ

‘โปสการ์ด’ ไปได้ดีถ้า ‘มีเอกลักษณ์’

ทีม “ช่องทางทำกิน” เคยเสนองานประดิษฐ์เกี่ยวกับโปสการ์ดและบัตรอวยพรที่ระลึกไปหลายครั้ง แต่งานประเภทนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะตัน ด้วยมีการคิดต่อยอดทยอยออกมาอยู่เสมอ เรียกได้ว่าเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ยังน่าสนใจ ทั้งเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริม เพราะตลาดยังเปิดกว้างให้กับคนมีกึ๋น มีไอเดียอยู่เสมอ

อย่าง “การ์ดงานศิลปะอิงประวัติศาสตร์” ที่จะมาดูกันวันนี้...

กรินทร์ กรินทสุทธิ์ เจ้าของผลงาน เล่าว่า ได้รวมกลุ่มกับเพื่อนอีก 2 คนคือ ธงกิจ นานาพูลสิน และ รัมภา สาลิการิน ทำการผลิตโปสการ์ดแนว “ประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย” โดยได้แรงบันดาลใจมาจากความต้องการที่จะเผยแพร่เรื่องราวทางโบราณคดี ซึ่งเป็นความรู้ที่ตนเองและเพื่อนได้เรียนรู้มาจากมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้คนทั่วไปได้เข้าใจมากขึ้น ทำให้มานั่งคิดว่าควรจะสื่อสารออกมาทางด้านใด จนสุดท้ายจึงมาลงเอยที่ “โปสการ์ด” เพราะมีต้นทุนไม่สูงมากนัก และสามารถเข้าถึงคนทั่วไปได้ง่ายที่สุด ปัจจุบันได้เริ่มผลิตและทดลองวางขายตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ได้สักระยะหนึ่งแล้ว โดยใช้ชื่อว่า SIAM_STORY เป็นชื่อสินค้า สำหรับรูปแบบของการ์ดที่ผลิตนั้นมีอยู่ 2 ชนิดคือ 1.การ์ดทำมือ ที่ใช้การผลิตด้วยมือเกือบทุกขั้นตอน กับ 2.การ์ดพิมพ์ ที่ออกแบบและสั่งให้ทางโรงงานพิมพ์ตามแบบที่กำหนด ขณะนี้มีทั้งหมด 8 รูปแบบ อาทิ มัคนารีผล พระวิษณุ ปัญจวัคคีย์ เป็นต้น โดยแทรกตำนานและเรื่องราวความเป็นมาให้ผู้ซื้อการ์ดได้ศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ แบบเข้าใจง่าย“ส่วนใหญ่จะเป็นรูปภาพเกี่ยวกับเทพเจ้าและตำนานความเชื่อตาม แบบพุทธศาสนา โดยมีเรื่องราวประกอบเหมือนกับเป็นการสรุปให้ผู้ซื้อได้อ่านและเข้าใจเรื่อง ราวอย่างง่าย ๆ”

เจ้าของผลงานบอกอีกว่า จากการทดลองขายพบว่าได้รับการตอบรับดีมาก โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ และก็มีคนไทยบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ชอบและสนใจทางด้านศิลปะและโบราณคดี

จาก การทดลองวางขาย ถ้าเทียบกับทุนที่ใช้ไป ถือว่าดีมาก เพราะมีคำชมเข้ามาเยอะ โดยตอนนี้ก็มียอดสั่งซื้อมาจากต่างประเทศบ้างแล้ว เนื่องจากเห็นว่าเป็นการ์ดที่แปลกและยังไม่มีใครทำในตลาด

เมื่อถาม ถึงสภาพการแข่งขันในตลาดนั้น เจ้าตัวบอกว่าไม่ค่อยกังวล แม้ตลาดของโปสการ์ดนั้นมีการแข่งขันสูง แต่ก็ยังมีช่องว่างให้ทำได้อีกมาก เนื่องจากถือเป็นตลาดที่แข่งกันที่ไอเดียและเอกลักษณ์เป็นสำคัญ และโดยส่วนตัวแล้วที่ทำการ์ดนี้ขึ้นก็ต้องการที่จะเผยแพร่เกร็ดเล็กน้อย เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางศิลปะของไทย

แนวคิดการจัดทำการ์ดเชิง ประวัติศาสตร์ศิลปะนั้น กรินทร์บอกว่าสำหรับรูปภาพจะเน้นลักษณะให้ตรงกับต้นฉบับเดิมหรือรูปภาพเดิม มากที่สุด แต่นำมาปรับให้เหมือนเป็นการ์ตูนหรือลวดลายแบบกราฟิกเล็กน้อย ขณะที่ข้อความที่ประกอบอยู่บนโปสการ์ดนั้นจะเน้นที่สรุปความสำคัญของภาพด้วย ภาษาที่กระชับและเข้าใจง่ายที่สุด โดยขณะนี้การ์ดที่ผลิตใช้ภาษาอังกฤษและภาษาไทยประกอบ เพื่อต้องการให้ผู้ซื้อทำความเข้าใจกับภาพได้

ทุนเบื้องต้นนั้นใช้งบประมาณไม่เกิน 500 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอุปกรณ์จำเป็นในการทำการ์ด อาทิ กรรไกร, คัตเตอร์, กาวลาเท็กซ์, กาวยูฮู และไม้บรรทัด ส่วนทุนวัตถุดิบนั้นอยู่ที่ประมาณ 30% จากราคาขาย

สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการทำการ์ดทำมือ อาทิ กระดาษสา, กระดาษลอกลาย, ดินสอสี, กระดาษลูกฟูก, กระดาษเงิน-กระดาษทอง และวัสดุตกแต่งตามต้องการ

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากทำการวาดลายหรือรูปภาพที่ต้องการลงบนกระดาษ หากไม่ชำนาญก็อาจจะใช้กระดาษลอกลายทาบที่ภาพต้นแบบและนำมาวาดลงบนกระดาษ ก่อนจะนำไปถ่ายเอกสารอีกครั้งโดยกระดาษที่ใช้ถ่ายเอกสารสำหรับทำภาพให้เลือก ใช้กระดาษสาชนิดบาง เพราะหากใช้กระดาษสาหนา ๆ กระดาษอาจติดขัดและทำความเสียหายกับเครื่องถ่ายเอกสารได้เมื่อได้ภาพแบบที่ ต้องการแล้ว ให้นำกระดาษสาหนามาตัดให้พอดีกับขนาดโปสการ์ดที่ต้องการ นำภาพที่ถ่ายเอกสารไว้มาตัดให้พอดีและติดทับด้วยกาวเข้าด้วยกัน จากนั้นจึงตกแต่งด้วยวัสดุตกแต่งตามต้องการ

เป็นอันเสร็จขั้นตอนการทำ ซึ่งสำหรับราคาขายนั้น การ์ดทำมือราคาขายอยู่ที่แผ่นละ 45 บาท แต่ การ์ดพิมพ์ราคาขายอยู่ที่แผ่นละ 25 บาท โดยหากเป็นการ์ดพิมพ์ก็ขึ้นอยู่กับโรงพิมพ์ที่รับงานว่าสามารถพิมพ์ขั้นต่ำ สุดได้เท่าไหร่ ซึ่งราคาจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับกระดาษและคุณภาพการพิมพ์เป็นสำคัญ

ใครสนใจการ์ดแนวประวัติศาสตร์ศิลปะที่ว่านี้ ติดต่อได้ที่ โทร.08-9486-7557 กับ 08-1441-5015 หรือทางอีเมลที่ siam_story@yahoo.com

“แม้ ตลาดของโปสการ์ดจะมีการแข่งขันสูง แต่หากใครที่มีไอเดีย มีฝีมือ และช่างคิดสักหน่อย ก็ยังถือว่าตลาดโปสการ์ดนี้ยังไม่ตันแน่นอน” เจ้าของผลงานกล่าว

ใครมีไอเดียสร้างเอกลักษณ์ใหม่ ๆ บางที “โปสการ์ด” อาจจะเป็น “ช่องทางทำกิน” ได้

'ตุ๊กตาผ้า' ขายได้ขายดีทุกเทศกาล

ถ้าพูดถึงของขวัญที่ได้รับความนิยม หนึ่งในของที่คนส่วนใหญ่มักจะซื้อเพื่อเป็นของขวัญมอบให้กับคนที่รักในงาน เทศกาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ปีใหม่ วาเลนไทน์ รับปริญญา วันเด็ก ฯลฯ ก็จะรวมถึง “ตุ๊กตา” ที่มิใช่แค่ของเล่น เด็กเท่านั้น ซึ่ง “ตุ๊กตาผ้า” ก็เป็นหนึ่งในตุ๊กตายอดฮิต และวันนี้ทีม “ช่องทางทำกิน” มีข้อมูลมานำเสนอ...

สุชญา สุขหงษ์ ประธานกลุ่มหัตถกรรมผลิตตุ๊กตาบ้านวังน้ำเขียว ต.วังน้ำเขียว อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เป็นผู้ที่ผลิตและจำหน่ายตุ๊กตาทุกชนิด ภายใต้ชื่อ “PLOY TOYS” ซึ่งมีประสบการณ์ในการผลิตตุ๊กตามานานกว่า 10 ปี ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ของกลุ่มมีจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

ก่อน ที่จะมายึดอาชีพทำตุ๊กตานั้น สุชญาเล่าว่า เคยทำงานบริษัทผลิตตุ๊กตาส่งออก อยู่ฝ่ายการตลาด แต่ในช่วงยุคเศรษฐกิจฟองสบู่แตก บริษัทที่ทำอยู่ก็เริ่มให้คนงานออก และตนก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น หลังจากตกงานก็เริ่มหาช่องทางอาชีพทำ และก็ตกลงกับสามีว่าจะมาทำ “ตุ๊กตา” ขาย

“จากที่เคยอยู่ฝ่ายการตลาดของบริษัทเก่า ทำให้เห็นว่ายอดขายตุ๊กตามียอดจำหน่ายที่สูง บวกกับเป็นคนที่ชอบตุ๊กตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงยิ่งทำให้เป็นเรื่องง่ายในการที่จะตัดสินใจทำตุ๊กตาผ้าขาย”

การ ทำตุ๊กตาอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนที่ไม่มีความรู้ทางด้านนี้ แต่ก็ไม่ยากถ้ามีความพยายาม พอเริ่มที่จะทำจริงจังก็เริ่มศึกษาวิธีการทำด้วยตัวเอง โดยหาซื้อตุ๊กตาผ้ามาแกะแยกชิ้นส่วนออกจนหมดทุกชิ้น เพื่อที่จะนำมาเป็นตัวอย่างในการทำ แรก ๆ ตุ๊กตาที่ทำออกมาจะนำไปขายตามงานวัดและตลาดนัด

ตุ๊กตาที่ผลิตขึ้นก็พอขายได้ แต่ยังไม่ค่อยมีมาตรฐาน อีกทั้งการบริหารจัดการต่าง ๆ ก็ยังไม่ดี สุชญาจึงเข้าไปอบรมในโครงการพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถด้านบริหารจัดการธุรกิจในแต่ละด้าน ให้แก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน

หลัง จากที่ได้เข้าอบรมก็สามารถวางแผนในการจัดการธุรกิจได้ดีขึ้น รู้จักการจัดทำบัญชี ได้เรียนรู้เทคนิคด้านการตลาด เทคนิคการขาย จากนั้นก็เริ่มมาพัฒนากลุ่มผลิตตุ๊กตาให้มีมาตรฐานมากขึ้น จนปัจจุบันผลิตภัณฑ์เริ่มเป็นที่ยอมรับจากลูกค้า ผลิตส่งให้กับบริษัทลิขสิทธิ์ถึง 70% และทางกลุ่มผลิตจำหน่ายเอง 30%

“ธุรกิจ ผลิตตุ๊กตาผ้า สินค้าที่ผลิตออกมาจะต้องเป็นที่ถูกใจลูกค้าจึงจะขายได้ เพราะฉะนั้นรูปแบบของตุ๊กตาจะต้องมีความโดดเด่น ที่สำคัญจะทำให้ธุรกิจไปรอดก็จะต้องเน้นในเรื่องคุณภาพสินค้า ตรงต่อเวลา และความซื่อสัตย์” สุชญากล่าว

ในการผลิต “ตุ๊กตาผ้า” ขาย วัสดุอุปกรณ์ในการทำที่สำคัญ ๆ ก็มีจักรเย็บผ้า, ผ้าสำหรับทำตุ๊กตาโดยเฉพาะ, ใยสำหรับยัดในตัวตุ๊กตา...

แหล่งวัตถุดิบที่เป็นแหล่งใหญ่ที่สามารถไปหาซื้อได้อยู่ที่ย่านบางบอน...

ขั้นตอนการทำ เริ่มจากออกแบบตุ๊กตา หรือหาต้นแบบตุ๊กตาที่ต้องการจะทำ หลังจากที่ได้แบบที่ต้องการก็ทำแพตเทิร์น ซึ่งตุ๊กตา 1 ตัว อาจมีแพตเทิร์น 25-40 ชิ้น จากนั้นก็นำแพตเทิร์นไปวางทาบบนผ้า วาดตามรอยจากนั้นก็ตัดตามรอยเส้น ซึ่งวิธีนี้เป็น วิธีที่ง่าย แต่งานอาจจะช้าหน่อย

ในส่วนของสุชญาจะใช้วิธีการนำแพตเทิร์นที่ ได้ไปวาดลงบนแผ่นกระเบื้องกันความร้อน จากนั้นก็จะตัดตามแบบ ใช้เส้นลวดกันความร้อนชนิดแบนติดตามขอบกระเบื้องกันความร้อนที่ตัดตาม แพตเทิร์น ล็อกติดเข้าด้วยกันโดยใช้ลวดกันความร้อนเส้นเล็กเป็นตัวรัด เชื่อมต่อสายไฟที่จะต้องไปเสียบเข้ากับหม้อแปลงไฟฟ้าปรับแรงดัน สุดท้ายต่อด้ามจับด้วยไม้ วิธีการใช้ก็แค่เสียบปลั๊กไฟเข้ากับหม้อแปลงปรับแรงดันไฟฟ้า รอให้ลวดเกิดความร้อน จากนั้นก็ทำการปั๊มลงบนผ้า

วิธีนี้เป็นวิธีที่รวดเร็วในการตัดผ้า แต่ก็ต้องใช้ทุนสูงหน่อย โดยหม้อแปลงปรับแรงดันไฟฟ้ามีราคาอยู่ที่ประมาณ 12,000-13,000 บาท...

เมื่อ ได้ชิ้นส่วนตุ๊กตาทุกชิ้นครบ ก็ทำการเย็บแต่ละชิ้นให้เรียบร้อย ขั้นตอนต่อไปก็คือการยัดใย ก่อนยัดใยก็นำชิ้นส่วนที่แยกเย็บมาเย็บประกอบกันให้เรียบร้อย แล้วทำการยัดใย ยัดเสร็จก็ทำการตกแต่งภายนอกให้เรียบร้อย

การยัดใย ใส่ในตัวตุ๊กตานั้นสามารถยัดด้วยมือได้สำหรับผู้ที่ยังไม่มีเงินทุนที่จะ ซื้อเครื่องฉีดใย ส่วนเครื่องฉีดใยนั้นมีราคาอยู่ที่ประมาณ 300,000 บาท ซึ่งคุณภาพตุ๊กตาที่ยัดใยด้วยเครื่องก็จะนิ่งกว่าการใช้มือ

จากนั้นก็ทำการเย็บปิดรูของตัวตุ๊กตาที่เป็นจุดยัดใย ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอน พร้อมจำหน่าย

ตุ๊กตา ของกลุ่มหัตถกรรมผลิตตุ๊กตาบ้านวังน้ำเขียว มีราคาขายตั้งแต่ 30-1,000 บาท โดยมีต้นทุนอยู่ที่ประมาณ 70% ของราคาจำหน่าย ใครสนใจสั่งซื้อก็สามารถติดต่อได้ที่ โทร. 08-1616-5967

จะสั่งไปจำหน่ายต่อเป็นอาชีพ หรือจะลองฝึกฝนทำขายเองก็สุดแท้แต่ !!.

วัด-มูลนิธิ แหล่งช็อปใหม่เสื้อผ้ามือสอง

ยุคข้าวยากหมากแพงสมัยนี้ เงินทองหายากเย็นเหลือเกินไม่ว่าจะหยิบจับข้าวของอะไรราคาก็แพงหูฉี่ ดูดเงินในกระเป๋าของขาช็อปได้ดีเหลือเกิน ทางเลือกหนึ่งที่พอจะช่วยได้นั่นคือ... ของมือสอง โดยเฉพาะเสื้อผ้ามือสองที่มีร้านค้า ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด เพราะด้วยจุดเด่นที่ราคาไม่แพง เจาะกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าได้ทุกระดับ บวกกับช่องการจัดจำหน่ายก็ซื้อง่ายขายคล่อง ส่งผลให้เกิดพ่อค้า แม่ค้าหน้าใหม่เกิดขึ้นกันมากมาย

เสื้อผ้ามือสองแหล่งเสื้อผ้ามือสองที่บรรดาพ่อค้า แม่ค้านิยมหาซื้อนำมาขายนั้นที่รู้จักกันดีในก็คงหนีไม่พ้น ตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว และตลาดตามชายแดนภาคใต้ แต่ระยะหลังพ่อค้า แม่ค้า เจอปัญหาของปลอมเสื้อผ้าไม่มีคุณภาพ อีกอย่างค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปซื้อก็เพิ่มสูงขึ้น ทั้งค่าน้ำมัน ค่าอาหารการกินต่างๆ จึงเปลี่ยนแหล่งเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง มาเป็นที่ วัดและมูลนิธิต่างๆ ที่รับบริจาคเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว จึงเป็นแหล่งที่พ่อค้าแม่ค้านิยมมาหาเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง เพราะด้วยราคาที่ถูกแสนถูกบวกกับสามารถเลือกเสื้อผ้ากันได้อย่างจุใจ มีมากมายหลายแบบ ทั้งเสื้อผ้าเด็ก ผู้ใหญ่ ชุดนักเรียน ชุดทำงาน ชนิดที่ว่าใครมาก่อนก็มีโอกาสเลือกได้ก่อน

วัดและมูลนิธิจึงกลาย เป็นแหล่งกำเนิดเสื้อผ้ามือสองยอดฮิตอยู่ในเวลานี้ เพราะในแต่ละวันจะมีพ่อค้าแม่ค้าหมุนเวียนมาเลือกซื้อเสื้อผ้านับร้อยคน ซึ่งวัดที่ทุกคนรู้จักกันดีอย่าง "วัดสวนแก้ว" ถือเป็นตลาดยอดฮิตที่มีบรรดาพ่อค้า แม่ค้า เดินทางมาเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองกันอย่างคึกคัก และแทบจะทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ามาเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองที่วัดแห่ง นี้ เพราะราคาถูกและเลือกเสื้อผ้าได้อย่างเต็มที่ไม่จำกัดเวลา ชนิดที่ใครดีใครได้

เสื้อผ้ามือสองเสียง ยืนยันจากแม่ค้าขายเสื้อผ้ามือสองย่านโรงเรียนเรวดีอย่าง "ป้าแว่น" วัย 61 ปี บอกถึงการมาเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองที่วัดสวนแก้วว่า เสื้อผ้ามือสองที่วัดสวนแก้วจะมีมากมายหลายชนิดหลายแบบ ทั้งเสื้อผ้าของเด็กและผู้ใหญ่ ราคาไม่แพง มีตั้งแต่ตัวละ 1 บาท สามตัว 10 บาท ตัวละ 10 บาท อยู่ที่สภาพของเสื้อผ้า อีกอย่างสามารถเลือกได้อย่างจุใจไม่มีเวลาจำกัด ใครมีเวลามากและเลือกเป็นก็จะได้เสื้อผ้าดีๆ ไปขาย

"ที่แม่ค้าเสื้อ ผ้ามือสองหันมาซื้อเสื้อผ้าที่วัดไปขายกันมากนั้น เพราะการเดินทางมาที่วัดค่อนข้างสะดวกสบาย รวมทั้งต้นทุนที่ซื้อมาต่ำจึงตั้งราคาขายได้ง่ายไม่ต้องสูงมากนัก ซึ่งราคาขายก็จะอยู่ระหว่างตัวละ 30-50 บาท อยู่ที่แบบของเสื้อผ้า ลูกค้าเห็นก็จะตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น เนื่องจากราคาไม่แพงเหมือนกับเสื้อผ้ามือหนึ่ง" ป้าแว่นอธิบาย

เสื้อผ้ามือสองอีก หนึ่งแม่ค้าเสื้อผ้ามือสองย่านตลาดนัดบางลำพู ที่มาเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองจากวัดสวนแก้วไปขายต่อเป็นประจำ อย่าง ฤวดี วัย 35 เล่าว่า ที่มาเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสองที่วัดไปขายต่อก็เพราะการเดินทางมาซื้อสะดวก สบายแต่ละเดือนก็จะมาซื้อประมาณสองครั้ง ที่สำคัญราคาไม่แพง มีเสื้อผ้าหลายชนิดให้เลือก หากเลือกดีๆ ก็จะได้เสื้อผ้าสภาพดีๆ ไปขายก็จะได้ราคาขายที่ดีตามไปด้วย ซึ่งเสื้อผ้าที่เลือกไปขายจะเป็นเสื้อผ้าวัยรุ่น เพราะวัยรุ่นชอบเปลี่ยนเสื้อผ้าบ่อยและไม่อยากซื้อของแพง

"เสื้อ ผ้ามือสองที่ซื้อมาก็จะนำไปซักแล้วลงน้ำยาปรับผ้านุ่ม ก็จะทำให้เสื้อผ้าดูใหม่ น่าใส่มากขึ้น และสามารถตั้งราคาได้สูงขึ้นด้วย อย่างกางเกงยีนส์ก็จะอยู่ระหว่างตัวละ 70-100 บาท ยอมรับว่ามีแม่ค้าหันมาขายเสื้อผ้ามือสองกันมากขึ้น เพราะลงทุนต่ำ ซื้อขายกันได้ง่าย"

ใครจะนึกถึงว่าสมัยนี้ "วัด" ไม่ได้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นแหล่งกำเหนิดของแฟชั่นเสื้อผ้ามือสองไปอีกด้วย